2 จำนวนผู้เข้าชม |
ลูกขี้หงุดหงิด ใจร้อน โมโหง่าย สัญญาณเตือนปัญหาพัฒนาการที่พ่อแม่ควรรู้
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจกำลังเผชิญกับปัญหา "ลูกขี้หงุดหงิด" "ลูกใจร้อน" หรือ "โมโหง่าย" โดยเฉพาะเวลาที่ต้องให้ทำกิจกรรมต่างๆ หรือเมื่อถูกขัดใจ เด็กบางคนอาจมีอาการปรี๊ดแตก อาละวาด ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน พฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้อาจเป็น "สัญญาณเตือน" สำคัญที่ซ่อนปัญหาที่ลึกกว่านั้นไว้ค่ะ
ไขความลับพฤติกรรมลูกผ่านทฤษฎี พีระมิดแห่งการเรียนรู้ (Pyramid of Learning)
หากเราวิเคราะห์พัฒนาการของเด็กผ่าน ทฤษฎีพีระมิดแห่งการเรียนรู้ (Pyramid of Learning) จะพบว่าระบบที่เป็นฐานรากสำคัญที่สุดของการพัฒนาทักษะทุกด้านคือ การบูรณาการประสาทความรู้สึก (Sensory Integration)
เมื่อเด็กมีอาการขี้หงุดหงิดหรือไวต่อสิ่งเร้ามากเกินปกติ อาจเป็นไปได้ว่าระบบฐานรากนี้ทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้สมองประมวลผลและจัดการกับข้อมูลความรู้สึกต่างๆ ที่ส่งเข้ามาได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้เด็กรู้สึกอึดอัด ล้น ทนต่อความคับข้องใจได้น้อย และแสดงออกผ่านอารมณ์ที่แปรปรวนเพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกที่ไม่สบายตัวเหล่านั้น
ทักษะสมอง EF (Executive Functions) กับปัญหาการควบคุมอารมณ์
เมื่อฐานรากของการรับความรู้สึก (Sensory) ไม่มั่นคง ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงทักษะสมองเพื่อการจัดการชีวิต หรือ EF (Executive Functions) ในระดับพื้นฐานด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย
- ความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility): ทำให้เด็กยึดติด รับมือกับการถูกขัดใจไม่ได้ และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ยาก
- ความจำขณะใช้งาน (Working Memory): ทำให้เด็กไม่สามารถจดจำกฎกติกา หรือขั้นตอนการทำกิจกรรมต่างๆ ได้
- การควบคุมตนเอง (Inhibitory Control): ทำให้เด็กขาดความยับยั้งชั่งใจ เบรกอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ และแสดงความก้าวร้าวออกมา
หากเราไม่แก้ปัญหาพัฒนาการที่ฐานรากเหล่านี้ เด็กก็จะไม่สามารถต่อยอดไปสู่ทักษะความคิดเชิงบริหารในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้และการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้เลย
ลูกขี้หงุดหงิด อาการนี้ใช่ สมาธิสั้น (ADHD) หรือไม่?
รู้หรือไม่คะว่า อาการหงุดหงิดง่าย ใจร้อน รอคอยไม่ได้ และควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่เข้าข่ายการวินิจฉัย โรคสมาธิสั้น (ADHD) ตามเกณฑ์ของคู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (DSM-5)
ช่วงอายุก่อน 7 ขวบ ถือเป็นช่วงวัยทองของการพัฒนาสมอง หากพบพฤติกรรมเหล่านี้ ผู้ปกครองควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเริ่มกระตุ้นพัฒนาการ
ช่วงอายุ 7 ขวบขึ้นไป หากพฤติกรรมยังคงอยู่และรุนแรงจนกระทบการเรียนหรือสังคม ควรพาไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการประเมินและวินิจฉัยอย่างถูกต้อง
ทำไมจึงไม่ควรรอให้ถึงวัยที่ถูกวินิจฉัย? (Early Intervention)
ผู้ปกครอง ไม่จำเป็นต้องรอ ให้ลูกอายุถึงเกณฑ์ที่จะถูกวินิจฉัยโรค เมื่อใดก็ตามที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าอารมณ์หงุดหงิดและใจร้อนเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับเพื่อน สามารถพาเด็กมาพบแพทย์หรือนักกิจกรรมบำบัดเพื่อประเมินและคัดกรองได้ทันทีค่ะ
การช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ หรือ Early Intervention คือกุญแจสำคัญที่สุด
ยิ่งพบอาการใหม่ๆ แล้วเริ่มบำบัดเร็วเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการรักษาก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน ยิ่งอายุมากขึ้นและปล่อยให้ปัญหาฝังรากลึก การปรับแก้โครงสร้างสมองและพฤติกรรมจะทำได้ยากและใช้เวลานานกว่าเดิมมาก
กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) ช่วยลูกขี้หงุดหงิดได้อย่างไร?
การทำ กิจกรรมบำบัด สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาลูกใจร้อน โมโหง่าย ได้อย่างตรงจุดและเป็นระบบ โดยนักกิจกรรมบำบัดจะใช้กิจกรรมการเล่นที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยแก้ปัญหาใน 2 ส่วนหลัก
1. การปรับระดับการรับความรู้สึก (Sensory Modulation) ช่วยให้สมองของเด็กจัดการกับสิ่งเร้าได้ดีขึ้น ลดความไวต่อความรู้สึก ทำให้เด็กสงบลงและสบายตัวมากขึ้น
2. การฝึกทักษะ EF (Executive Functions) ผ่านกระบวนการและกติกาในกิจกรรมบำบัด เพื่อให้เด็กรู้จักการควบคุมตนเอง มีความยืดหยุ่นทางความคิด และจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น
เมื่อฐานรากมั่นคง เด็กๆ ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เรียนรู้ และเล่นสนุกร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขอีกครั้งค่ะ
หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดกำลังพบว่าลูกมีอาการ ขี้หงุดหงิด ใจร้อน และไม่มั่นใจว่านี่คือความท้าทายทางพัฒนาการหรือไม่ สามารถปรึกษากับ Growing Smart Clinic โทร. 083-806-1418 หรือ
เพื่อเริ่มต้นการตรวจประเมิน คัดกรองอย่างละเอียด และออกแบบโปรแกรมการฝึกกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกน้อยของคุณได้เลยค่ะ
ครูอาโป ชญานันทน์ วชิรางกูร
นักกิจกรรมบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก
Growing Smart Clinic